"ครูขาเมื่อกี้ครูไปไหนมาคะ ลูกคิดถึ้ง คืดถึง" นันดิณีฉอเลาะครูด้วยเสียงออดอ้อนเพราะชั่วโมงที่ผ่านมาดิฉันหายไปจากห้องคือชั่วโมงของครูท่านอื่น ดิฉันยิ้มและตอบเด็กว่า "ครูไปฉีดวัคซีน 2009 มาค่ะ ทางโรงพยาบาลเขาแจ้งมาให้ครูไปฉีดทุกคนเลยจ้ะ" ภัทรจิราวดีรีบเยี่ยมหน้ามาอ้อนด้วยเสียงหวานๆว่า "ดีสิค่ะครูขาแม่บอกว่าฉีดวัคซีนจะทำให้แข็งแรง ครูจะได้ไม่ตายเร็ว ครูจะได้อยู่กับลูกนานๆ ลูกรักครูค่ะ" ทุกครั้งที่ได้ยินประโยคอย่างนี้ดิฉันรู้สึกตื้นตันน้ำตาเอ่อเบ้าตาตลอดเวลา ความบริสุทธิ์ใจและความไร้เดียงสาของพวกเขาคือกำลังใจที่ทำให้ดิฉันคิดสู้และอยากเป็นครูอยู่จนตราบจนเท่าทุกวันนี้ มีพี่ๆหลายๆคนเคยถามดิฉันว่า "ทำไมองุ่นจึงกอดเด็กได้ทุกคนทั้งๆที่เด็กบางคนเหม็นคาวและมีน้ำมูกน้ำตาไหลตลอดเวลา" ดิฉันตอบพี่ๆเขาไปว่า "ถ้าดิฉันรักที่จะให้เด็กกอดแล้วดิฉันต้องกอดเด็กให้ได้ทุกคนโดยไม่มีการยกเว้น"ปกตินิสัยของดิฉันก็คือไม่ว่าลูกใครห้องไหนก็สามารถกอดดิฉันได้ตลอดเวลาทุกครั้งที่กอดดิฉันไม่เคยลืมที่จะส่งผ่านความรักความเมตตาไปให้เด็กทุกๆคน ดิฉันรู้ว่าเด็กๆก็สามารถรับความรู้สึกนั้นได้เฉกเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ดิฉันลงปอหนึ่งทุกวันดิฉันจะได้รับฟังประโยคที่ชื่นใจอยู่ตลอดเวลา วันก่อนเหมามายืนใกล้ๆดิฉันแล้วจ้องมองหน้าดิฉันด้วยสายตาละห้อยพร้อมทั้งพูดว่า "ครูครับครูจะตายไหมครับ" ดิฉันสบตาเด็กแล้วยิ้มให้ ดิฉันถามต่อไปว่า"ทำไมล่ะจ้ะลูก" "ลูกฝันไปว่าครูโดนฆ่าตายลูกตื่นมาร้องไห้ลูกบอกแม่ว่าลูกไม่อยากให้ครูตายลูกรักครูครับ"ดิฉันฟังแล้วรู้สึกสะอึกและซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ถัดมาอีกวันดิฉันคุยกับครูบางท่านแล้วเกิดโต้เถียงกันนิดหน่อยเด็กนั่งจ้องมองอย่างเขม็งเมื่อครูท่านนั้นเดินจากไปเด็กสองสามคนวิ่งมาที่โต๊ะดิฉันอย่างรวดเร็วแล้วพูดกับดิฉันว่า"ครูครับลูกไม่ชอบครูเมื่อกี้เลยเขาว่าครูทำไมครับ ถ้าเขาทำอะไรครูลูกจะช่วยครูครับ ครูไม่ต้องกลัวนะ" "ลูกก็ไม่ชอบเขาค่ะครูต่อไปลูกจะไม่ทักครูคนนั้นอีกแล้ว" ดิฉันต้องรีบอธิบายให้ลูกๆฟังว่าครูไม่ได้ทะเลาะกันแค่พูดกันเสียงดังนิดหน่อยเหมือนลูกเวลาคุยกับเพื่อนๆไงค่ะเด็กๆเลยเข้าใจและกลับไปนั่งยังที่เดิม ทุกวันศุกร์ดิฉันจะได้เห็นถึงความรักและไร้เดียงสาของเด็กตัวน้อยๆ ประโยคที่พวกเขามักจะพูดกับดิฉันคือ "ครูขาลูกไม่อยากให้มีวันศุกร์เลย ลูกอยากมาโรงเรียนทุกวัน ลูกจะได้เจอครู ลูกรักครูค่ะ" ทั้งผู้หญิงผู้ชายพยายามพร่ำเวียนมาบอกเล่าความรู้สึกให้ครูอย่างดิฉันฟังจนดิฉันรู้สึกอิ่มกับความรักที่เด็กๆคอยเติมเต็มให้ตลอดเวลา นี่คือความรักและความจริงใจที่เงินกี่หมื่นกี่พันล้านก็ไม่อาจจะหาซื้อได้ สิ่งที่จะแลกซื้อกับเขาได้ก็คือความรักและความปรารถนาดีที่ครูมีให้ด้วยความจริงใจเท่านั้นเอง
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ลองของ
วันแรกของการเปิดภาคเรียน ลูกศิษย์ตัวน้อยๆของดิฉันนั่งกันหน้าสลอน หน้าตาบางคนเขรอะด้วยน้ำตาและขี้มูกไหลเป็นทาง "กูไม่เรียน กูไม่เรียน กูจะกลับบ้าน" เด็กผู้ชายร่างโตคนหนึ่งแผดเสียงร้องขึ้นสุดเสียงหน้าห้องเรียน ดิฉันชะโงกหน้าออกไปมองเห็นผู้หญิงร่างอ้วนป้อมคนหนึ่งฉุดกระชากลากถูเด็กผู้ชายคนนั้นพร้อมทั้งสะบัดมือจากการเกาะกุมของเด็กตัวน้อย เด็กผู้ชายคนนั้นรีบวิ่งไปเหนี่ยวรั้งแขนแม่ทุกคราครั้งที่แม่สะบัด สักพักหนึ่งดิฉันเห็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งคงสนิทกันกับแม่เด็กมาดึงตัวเด็กไว้แล้วแม่ของเด็กคนนั้นก็รีบวิ่งไปสตาร์ทรถจักยานยนต์บึ่งออกไปทันที ดิฉันรีบวิ่งเข้าไปช่วยผู้หญิงคนที่ดึงเด็กไว้เพราะเธอตัวเล็กต้านแรงเด็กไม่อยู่ ดิฉันเข้าไปกอดเด็กเต็มตัวน้ำมูกน้ำตาเด็กไหลเป็นทางเลอะเสื้อและกระโปรงดิฉันทั้งตัว ดิฉันก้มหน้าลงไปพูดกับเด็กว่า "อยู่กับครูนะลูก ไม่ต้องร้องครูไม่ทิ้งหนูหรอก" คำตอบที่ได้รับคือเสียงกรีดร้องสุดเสียงและตะโกนใส่หน้าดิฉันว่า "กูไม่เรียน กูไม่อยู่กับมึง" ดิฉันพูดกับเด็กอีกครั้งว่า "ไปเข้าห้องเรียนกับครูนะลูก"เด็กหันมาตวาดใส่ดิฉันอีกด้วยเสียงอันดังว่า"กูไม่ไป กูไม่เรียน" ดิฉันพยายามประคองเด็กไม่ให้ห่างกายเพราะผู้หญิงอีกคนปล่อยมือจากเด็กและจะทยอยกลับบ้านเหมือนผู้ปกครองคนอื่นๆ เด็กผู้หญิง4-5 คนเริ่มร้องไห้ตามผู้ปกครอง ดิฉันพยายามต้อนเด็กเหล่านั้นให้มาอยู่ใกล้ๆและชวนพูดคุยจนเด็กเหล่านั้นเริ่มสงบและมีปฏิกริยาตอบรับในทางที่ดียกเว้นเด็กผู้ชายที่ชื่อณัฐวุฒิที่ยังคงกรีดร้องอยู่ตลอดเวลา เสียงออดดังขึ้น ดิฉันพานักเรียนทั้งชั้นไปเข้าแถวพร้อมเพรียงกันพร้อมทั้งณัฐวุฒิซึ่งเดินกรีดร้องและดิ้นขลุกขลักไปมาในอ้อมแขนของดิฉัน สักพักหนึ่งเมื่อนักเรียนพันกว่าคนเริ่มร้องเพลงชาติ ณัฐวุฒิลงไปนอนเกลือกกลิ้งและตะโกนกลบเพลงชาติขึ้นว่า "กูไม่เรียน กูจะกลับบ้าน" ทุกคนหันมามองและอมยิ้มตามๆกัน ดิฉันซึ่งยืนใกล้ณัฐวุฒิตลอดเวลารีบบอกว่า "ไม่เรียนก็ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวเราไปแอบนั่งดูเพื่อนเรียนก็แล้วกันนะ" เมื่อถึงเวลาเดินแถวเข้าห้องเรียนณัฐวุฒิไม่ยอมเดินตามดิฉัน แต่กลับนอนเกลือกกลิ้งเอาเท้าทั้งสองข้าถีบดินไปพลางอยู่หน้าเสาธง ครูท่านใดมาชวนก็ไม่ยอมเข้าห้องเรียน ท้ายสุดดิฉันจึงจำใจยอมให้นั่งอยู่อย่างนั้นเพราะเด็กๆอีกสี่สิบกว่าคนอยู่ในห้องเรียนเรียบร้อยแล้ว ดิฉันจึงต้องวิ่งเข้าวิ่งออกนอกห้องอยู่ตลอดเวลาเพราะกลัวเด็กจะหนีไปที่อื่น อากาศเริ่มร้อนขึ้น ดิฉันแอบหันไปมองดู ณัฐวุฒิเดินร้องไห้เสียงเบาๆเข้ามานั่งใต้ชายคาหน้าห้องเรียน ดิฉันแกล้งทำไม่สนใจแล้วชวนเด็กร้องเพลงและเล่นเกมกันต่อไป นักเรียนทุกคนหัวเราะเฮฮากันอย่างสนุกสนาน เมื่อถึงเวลาพักระหว่างคาบนพเดชกระซิบบอกดิฉันว่า"เดี๋ยวลูกจะพาเซฟมาเข้าห้องเองครับ" ดิฉันยิ้มให้นพเดชและพูดว่า"ดีมากครับลูก" เมื่อถึงเวลาเรียนดิฉันเริ่มบทเรียนใหม่ด้วยเพลง ดิฉันเห็นเซฟรีบวิ่งตามนพเดชเข้ามาอย่างกระมิดกระเมี้ยนพร้อมทั้งนั่งลงใกล้ๆนพเดช สิ่งที่ดิฉันเห็นต่อมาก็คือเด็กผู้ชายที่ชื่อเซฟลุกขึ้นร้องเพลงและเต้นรำอย่างสนุกสนานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันนั้น ดิฉันเห็นแล้วแอบขำในใจนี่ล่ะความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาของเด็กปอหนึ่งห้องดิฉันล่ะ
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 12:51 0 ความคิดเห็น
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ทางที่ครูเลือก
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 18:18 0 ความคิดเห็น
วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553
ขอคารวะมาด้วยใจ...แด่ พ.อ.ร่มเกล้า ทหารหาญ ผู้บาดเจ็บและครอบครัว


เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 16:44 0 ความคิดเห็น
ผู้ไม่หวังดีต่อแผ่นดิน
ทหารดีหลายคนล้มจมกองเลือด มันยังเดือดรุมทุบตีรี่เข้าใส่
วิ่งสุดตีนปีนรั้วหนีรี่เข้าไป นี่หรือใจอมนุษย์สุดแสนเลว
เอากฎหมู่สู้กฎหมายใครสอนสั่ง มิหยุดยั้งประณามไทยให้จมเหว
ปดมดเท็จเชิดหน้าไปไอ้คนเลว ชาติแหลกเหลวลงทุกวันพวกจัญไร
เมื่อไหร่หนอคิดตอบแทนแผ่นดินเกิด ตัวเองเริ่ดหรูมีที่อาศัย
หาประโยชน์จากทั่วแคว้นแผ่นดินไทย มิหนำใจยังให้ร้ายกับแผ่นดิน
สักวันหนึ่งกรรมที่สร้างกางปีกอุ้ม จะขยุ้มคนเลวทรามให้หมดสิ้น
ชดใช้กรรมเพราะทำเลวต่อแผ่นดิน ก่อนจะสิ้นลมหายใจอีกไม่นาน
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 16:33 0 ความคิดเห็น
วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เหรียญนี้...ที่ครูให้
เมื่อครูได้ทราบข่าวจากเขตพื้นที่การศึกษาว่าศิษย์น้อยๆของครูได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนไปแข่งขันทักษะทางด้านวิชาการกลุ่มสาระวิชาคอมพิวเตอร์โปรแกรม E-book ช่วงชั้นที่ 2 ระดับภาคที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ความรู้สึกตื่นเต้นประหม่ากดดันและเครียดประเดประดังกันมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ขึ้นชื่อว่าครูแล้วต้องสามารถและทำได้ทุกอย่างถึงแม้ว่าตัวครูเองจะจบแค่ปริญญาตรีวิชาเอกภาษาไทยก็ตามที วันที่เดินทางไปเข้าแข่งขันครูรู้สึกเครียดอย่างบอกไม่ถูก เมื่อครูนำนักเรียนเข้าไปทุกคนหันมามองเป็นตาเดียวกันและสอบถามกันเป็นการใหญ่เพราะศิษย์รักของครูทั้งสามคนเป็นนักเรียนแค่ชั้น ป.4 เป็นทีมที่อายุอ่อนสุดและตัวเล็กกว่าใครเพื่อน (ช่วงชั้นที่ 2) ครูที่ปรึกษาของทีมอื่นๆจึงได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ หลายๆทีมนำอุปกรณ์เสริมหลากหลายชนิดมา แต่ตัวครูเองไม่ทราบเพราะไม่เคยเข้าร่วมแข่งขันจึงไม่ได้นำอะไรมาเลย(เอามาแต่ตัวโปรแกรมที่เข้าแข่งขัน) ใจของครูเริ่มห่อเหี่ยวแต่ก็พยายามฝืนยิ้มให้ศิษย์ด้วยหน้าตาที่คิดว่าสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ศิษย์ทั้งสามหันมายิ้มตอบด้วยความมั่นใจ เมื่อแต่ละเครื่องลงโปรแกรมและทำงานไปได้ประมาณ 15 นาที กรรมการท่านหนึ่งเดินสะดุดปลั๊กเครื่องคอมของทีมศิษย์ของครู(ครูนั่งดูจากตู้กระจกซึ่งสามารถมองเห็นด้านหลังของคอมพิวเตอร์ทุกตัว) ใจของครูหล่นวูบไปตามกระแสไฟฟ้า กรรมการท่านที่สะดุดไม่ได้หันมามองดูในสิ่งที่ตนกระทำและเดินผ่านเลยไป ครูและแม่กา(แม่ของน้องกั๊ก)ยืนมองด้วยใจกระสับกระส่ายเวลาผ่านเลยไปสิบนาทีครูกับแม่กามองหน้ากันแล้วครูรีบตัดสินใจเคาะกระจกขออนุญาตเข้าไปในห้องแข่งขัน ครูเรียนให้กรรมการทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น กรรมการจึงทำการแก้ไขให้อย่างเร่งด่วน ศิษย์น้อยๆของครูเริ่มต้นลงโปรแกรมและทำงานใหม่อย่างตั้งใจทุกครั้งที่ครูและแม่กาหันไปมองด้วยความเป็นห่วง ศิษย์ทั้งสามรีบยกนิ้วทำท่าสู้ตายให้ครูดูพร้อมทั้งส่งยิ้มหวานสุดขีดมาให้ครูอย่างประจบประแจง ครูหันไปมองหน้าแม่กาและยิ้มให้กันด้วยน้ำตาคลอเบ้า ศิษย์รักของครูรู้ไหมจ๊ะครูแอบให้เหรียญทองจากใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ลูกเจอปัญหาแล้วล่ะ ถึงแม้วันนี้ลูกจะไม่ชนะใคร แต่ลูกชนะใจครูตลอดเวลา สักพักกรรมการท่านเดิมเดินผ่านเครื่องของทีมศิษย์ของครูและสะดุดคอมไปแรงๆอีกหนึ่งครั้ง ครูและแม่การีบยกมือพนมอย่าให้คอมดับอีกเลยคราวนี้เกิดปาฏิหารย์คอมไม่ดับเหมือนครั้งแรกครูและแม่กาจึงโล่งอกไปตามกัน พอลูกๆทำงานไปประมาณชั่วโมงครึ่ง(กรรมการให้เวลาทำงานทั้งหมดสามชั่วโมง) ลูกๆส่งสัญญาณบอกใบ้ครูและแม่กาว่าลูกทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้ save ครูและแม่การีบยกหัวแม่มือชมลูกว่าเก่งลูกๆยิ้มร่าด้วยความดีใจภายในเสี้ยววินาทีคอมของลูกดับวูบไปพร้อมๆกับทีมพัทลุง ครูเหลือบตาไปมองดูนาฬิกาด้วยนำตาคลอเบ้าพร้อมที่จะไหลลงมาสู่ร่องแก้มได้ตลอดเวลา เวลายังเหลืออีกแค่หนึ่งชั่วโมงกับยี่สิบนาที ลูกๆจากทีมพัทลุงตกใจลนลานมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูกเพราะข้อมูลหายเกลี้ยง ลูกศิษย์ตัวน้อยของครูหน้าซีดเผือดเพราะข้อมูลหายเกลี้ยงเช่นกัน ครูหันไปส่งสัญญาณว่าไม่เป็นไรและให้สู้ตายไม่ต้องกลัวลูกยิ้มให้ครูอีกครั้งด้วยสายตาอ้อนวอนครูรู้ว่าลูกต้องการกำลังใจทั้งๆที่ครูและแม่กาน้ำตานองหน้าครูรีบวิ่งเข้าไปในห้องแข่งขันแล้วรีบเรียกคืนความมั่นใจให้ลูกๆ โดยเรียนให้กรรมการท่านทราบ ขอต่อเวลาและขอเปลี่ยนเครื่องใหม่ กรรมการไม่ได้พูดอะไรกับครูได้แต่เชิญให้ครูออกจากห้อง เมื่อครูออกมาพ้นห้องครูหันไปดูอีกทีกรรมการท่านเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้แต่หน้าจอคอมหันหน้าเข้าฝาผนังอีกด้านหนึ่งคราวนี้ครูไม่อาจทราบได้ว่าลูกทำงานเป็นเช่นไรครูกับแม่กาก็ได้แต่ภาวนากันในใจ เมื่อลูกลงโปรแกรมเสร็จลูกทั้งสามหันมายิ้มให้ครูและแม่กาพร้อมทั้งเริ่มทำงานกันอย่างรวดเร็วและฉับไว ครูและแม่กาตกใจน้ำตาครูไหลย้อนกลับเข้าข้างในโดยไม่อยากให้ใครรับรู้ ครูหันไปปลอบแม่กาว่าครูมั่นใจว่าลูกๆของครูทำงานเสร็จทันเวลาอย่างแน่นอน (ครูไม่ได้แค่ปลอบแต่ครูมั่นใจในตัวหนูจริงๆนะลูกรัก) ลูกทำงานไปสักพักใหญ่ๆแล้วหันมาทำมือสู้ตายพร้อมทั้งยิ้มสดใสแบบคนสู้ให้ครูดูทั้งสามคน ครูกับแม่กาหันมายิ้มกันอีกครั้งพร้อมทั้งน้ำตาที่ชุ่มตาอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ครูหันไปมองลูก ลูกๆส่งผ่านความรักและกำลังใจให้ครูตลอดเวลาจนครูต้องแอบเพิ่มเหรียญให้ลูกอีกเป็นร้อยๆเหรียญ ครูคิดว่าความรัก กำลังใจ ความสามัคคีและความปรารถนาดีต่อบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะแต่งเติมชีวิตคนให้เป็นคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหลือเวลาอีกประมาณสิบนาทีลูกชูมือไชโยแบบไร้เสียงให้ครู ครูและแม่การีบทำท่าตบมือยินดีให้กับลูกๆ ลูกๆทำท่าทางเต้นยึกยักด้วยความสบายใจและดีใจ ลูกขออนุญาตออกจากห้องแข่งขันครูพยักหน้ารับ เมื่อออกจากห้องลูกๆรีบวิ่งเข้ามาสวมกอดครูและแม่กาพร้อมทั้งเล่าเรื่องราวที่แข่งขันว่าง่ายและสามารถทำได้อย่างดีครูที่ปรึกษาทีมอื่นๆหันมามองและยิ้มให้ ครูรีบออกตัวและหันไปบอกพวกเขาว่าลูกดีใจที่ทำเสร็จทันเวลา เมื่อครูกลับมาถึงบ้านจึงได้ทราบข่าวว่าศิษย์คนเก่งของครูได้เหรียญทองแดงพวกเราดีใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้เหรียญทองที่ใครๆปรารถนาลูกศิษย์ของครูจะไม่ได้มาแต่เหรียญทองที่ครูมอบให้จากใจจากความรู้สึกของครูคนหนึ่งที่เห็นศิษย์ต้องฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคมากมาย และสุดท้ายครูและศิษย์คอยส่งผ่านความรักและกำลังใจให้แก่กันและกันอยู่ตลอดเวลา สายตาเศร้าๆที่ครูเห็น อารมณ์ที่ลูกๆตื่นเต้น เสียใจ และดีใจมันตรึงแน่นอยู่ในความทรงจำจนยากที่จะลืมเลือนไปจากใจของครูได้
ขอบคุณน้องกั๊ก น้องเหยี่ยว น้องบีม และแม่กา มากๆเลย
ด้วยรัก.........จากครูองุ่น
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 14:00 1 ความคิดเห็น
วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552
แด่.....พ่อหลวงของปวงชน



ภาพพ่อหลวงเสด็จตามสถานที่ต่างๆ ทรงบุกป่าฝ่าดงถนนหนทางก็แสนจะลำบากยากเข็ญ ภาพเหงื่อที่ทรงท่วมพระวรกายและไหลลงสู่พระนาสิก ภาพพระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ไปรับดอกไม้เหี่ยวๆของคุณยายท่านหนึ่ง ภาพพระองค์ทรงเหนื่อยแล้วทรงนั่งพิงรถยนต์ที่ทรงประทับ ทุกภาพบอกเล่าถึงความรู้สึกที่ติดแน่นและซาบซึ้งอยู่ในความทรงจำของดิฉันตลอดเวลา ดิฉันสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย พระองค์ทรงเป็น King of the kings in the world ซึ่งไม่มีกษัตริย์พระองค์ใดเทียบเท่าพระองค์ได้เลย ทุกครั้งที่ดิฉันทราบข่าวว่าพระองค์ท่านทรงไม่สบาย ดิฉันก็คงเหมือนพสกนิกรของพระองค์ทุกคนคือเป็นห่วงพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ไม่อยากให้พระองค์ไม่สบาย ไม่อยากให้พระองค์เจ็บป่วย ความเจ็บของพระองค์คือความเจ็บของพวกเราลูกๆ(ในแผ่นดิน)ของพระองค์ด้วย ทุกๆคืนดิฉันได้แต่ภาวนาไหว้พระสวดมนต์อ้อนวอนต่อเทพเทวดาฟ้าดินและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ปกป้องคุ้มภัยพระองค์และให้พระองค์จงทรงมีพระชนม์มายุยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยตราบนานเท่านาน ดิฉันอยากบอกพ่อหลวงว่าพวกเรารักและเทิดทูลพระองค์ยิ่งกว่าชีวิตของพวกเราเอง ไม่ว่าพระองค์จะเป็นอะไรดิฉันคนหนึ่งละที่ยอมสละให้พระองค์ได้แม้แต่ชีวิตของดิฉันเอง และดิฉันเชื่อมั่นว่าพสกนิกรทุกคนของพระองค์ก็คงคิดเหมือนที่ดิฉันคิด
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 21:12 4 ความคิดเห็น
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เพราะพ่อ......คือพ่อ
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 22:21 2 ความคิดเห็น
รู้สึกดี...ที่มีพ่อ
เคยเหนื่อยล้าหลายคราครั้งทั้งเติบใหญ่
พ่ออุ้มชูรักห่วงใยไม่แปรผัน
มือแห้งเหี่ยวคอยเหนี่ยวรั้งฟังรำพัน
ลูกโศกศัลย์พ่อเจ็บแปลบแสบถึงทรวง
พ่อคือผู้ยิ่งใหญ่ในใจลูก
เจ็บที่ถูกทำมาอย่าห่วงหวง
เพียงเป่ามนต์บนแผลคลายหายทั้งปวง
ลูกอย่าห่วงพ่อช่วยได้ไม่ต้องกลัว
ทุกคราครั้งนั่งข้างพ่อขอกอดแขน
อบอุ่นแน่นไม่กลัวเกรงนักเลงชั่ว
เมื่อจำจากพรากพ่อไปใจระรัว
ความขลาดกลัวเริ่มเกาะกินจนสิ้นแรง
อยากบอกรักสักหมื่นครั้งพ่อยังอยู่
ให้พ่อรู้ก่อนจิตดับลับอ่อนแสง
รักที่ลูกมีให้ไม่เปลี่ยนแปลง
ทุกหนแห่งพ่อเคียงข้างมิห่างใจ
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 15:24 0 ความคิดเห็น
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นายประเสริฐ ไชยพยันต์
การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านนาม่วง
ปีการศึกษา 2551
ประเสริฐ ไชยพยันต์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 3
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
ชื่อผู้ศึกษา: นายประเสริฐ ไชยพยันต์
ชื่อสถานศึกษา: โรงเรียนบ้านนาม่วง
ปีการศึกษา: 2551
คำสำคัญ: บทเรียนคอมพิวเตอร์การส่งเสริมการอ่านนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การสางเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาม่วง ปีการศึกษา 2551 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านของนักเรียน
3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาม่วง ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาม่วง ปีการศึกษา 2551 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาม่วง ปีการศึกษา 2551 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้นวัตกรรมตามหน่วยการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน 22 ชั่วโมงรวมทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน และชี้แจงบทเรียน-สรุปบทเรียน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านแบบอิงเกณฑ์ 3 ตัวเลือก แยกเป็นชุด ๆ ละ10 ข้อ มีค่าความยากง่าย 0.20 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ค่าความเชื่อมั่นรายชุดเท่ากับ 0.79 , 0.82, 0.86 ,0.77 และ 0..82
(2) ผลการศึกษา พบว่า:
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาม่วง ปีการศึกษา 2551 มีมาตรฐานสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ( 86.50/86.40)
2. หลังใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านนของนักเรียนชั้น
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาม่วง ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยภาพรวมและรายข้อส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากที่สุด
สำหรับข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่
1. ก่อนการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนต้องศึกษาข้อแนะนำการใช้ในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้เข้าใจ สามารถใช้ปุ่มและคำสั่งต่าง ๆ ในบทเรียนได้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ติดขัดระหว่างศึกษาบทเรียน
2. การเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ถึงแม้ว่าจะเป็นการเรียนด้วนตนเองก็ตาม ครูก็ยังมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ครูควรดูแลตลอดการเรียนการสอน หรือคอยแก้ไขข้อผิดพลาดของนักเรียน ไม่ใช่ใช้คอมพิวเตอร์
ช่วยสอนแทนครู
3. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรใช้ภาพและเสียงประกอบการเรียน ที่สื่อความหมายตรงตามความต้องการและความสนใจของผู้เรียน เพื่อให้บทเรียนน่าสนใจมากที่สุด
4. ควรศึกษาการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ในเนื้อหาหน่วยอื่น ๆ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ด้วย เช่น วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา เป็นต้น
5. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับวิธีการสอนแบบอื่น เช่น การสอนด้วยชุดการสอน การสอนแบบใช้สถานการณ์จำลอง หรือการสอนแบบโครงงาน เป็นต้น เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียน และเพื่อทราบความแตกต่างของผล
(3)
กิตติกรรมประกาศ
รายงานการพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยดี โดยได้รับความอนุเคราะห์ด้วยดีจากผู้มีพระคุณทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะนายศลใจ วิบูลย์กิจ
ซึ่งได้ให้การสนับสนุนส่งเสริม สละเวลาให้คำปรึกษา และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องต่าง ๆ ผู้ศึกษาขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
ขอขอบพระคุณ นายคมศักดิ์ ชื่นชม นางสาวพรศิริ กองนวล นางศิริญญา สุริยะวงศ์ นางกาญจนา จองเดิม นายกมลพันธ์ แก้วเชิด นายทศพร ชิตมณี และ นางรัตยา ศรีวะปะ ที่ได้สละเวลาในการเป็นผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบเครื่องมือในการศึกษา
ขอขอบคุณผู้อำนวยการ คณะครู และนักเรียนโรงเรียนอุทยานอุทิศ ที่ให้การสนับสนุนในการทดลองใช้เครื่องมือ และขอขอบคุณ
ขอขอบคุณคณะครู นักเรียนโรงเรียนบ้านนาม่วง ตลอดจนบุคลากรทุกท่านในโรงเรียนที่ให้ความร่วมมือ สนับสนุนช่วยเหลือและให้กำลังใจ และขอขอบคุณญาติพี่น้องตลอดจนเพื่อนฝูงทุก ๆ ท่านที่ให้การสนับสนุนและกำลังใจตลอดมา
ประโยชน์ที่พึงได้รับจากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาขอมอบเป็นกตัญญุตาแด่ บิดา มารดา ครูอาจารย์ และผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่มีส่วนสำคัญ
ประเสริฐ ไชยพยันต์
2552
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 09:59 0 ความคิดเห็น
การเผยแพร่ผลงาน นางสุพิชญ์นันท์ ไชยพยันต์
ชื่อผลงาน: การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน
ชื่อผู้ศึกษา: นางสุพิชญ์นันท์ ไชยพยันต์
ปีการศึกษา: 2551
คำสำคัญ: บทเรียนคอมพิวเตอร์การส่งเสริมการอ่านนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาลึก ปีการศึกษา 2551 ก่อนและหลังใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้
3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาลึก ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาลึก ปีการศึกษา 2551 จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาลึก ปีการศึกษา 2551 2) แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้นวัตกรรม จำนวน 7 แผน 22 ชั่วโมงรวมทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน และชี้แจงบทเรียน-สรุปบทเรียน
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านแบบอิงเกณฑ์ 3 ตัวเลือก แยกเป็นชุด ๆ ละ10 ข้อ มีค่าความยากง่าย 0.20 – 0.80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ค่าความเชื่อมั่นรายชุดมีค่าตั้งแต่ 0.77 – 0.92 และ แบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ( Rating Scale ) จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (m ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s ) และ การทดสอบค่า t
( t – test dependent)
(2) ผลการศึกษา พบว่า:
1. ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาลึก ปีการศึกษา 2551 มีมาตรฐานสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 ( 85.30/83.40)
2. หลังใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาลึก ปีการศึกษา 2551 สูงขึ้น โดยมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 39.67 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.64 ค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 31.33 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.94
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาลึก
ปีการศึกษา 2551 ที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การส่งเสริมการอ่าน สาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยภาพรวมและรายข้ออยู่ในระดับมากที่สุด
สำหรับข้อเสนอแนะที่สำคัญ ได้แก่
1. ก่อนนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ต้องศึกษาเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจน
ทั้งครูและนักเรียน โดยเฉพาะครูต้องชี้แจงและให้คำแนะนำให้เข้าใจก่อนที่จะลงมือเรียน และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
2. ครูผู้สอนควรบันทึกปัญหา ข้อบกพร่องและข้อสงสัย ของนักเรียนไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงบทเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3. ครูควรมีการเน้นย้ำถึงความซื่อสัตย์ ความอดทน และความมีระเบียบวินัยของนักเรียนในระหว่างศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยตนเอง เพื่อผลประโยชน์ของผู้เรียนเอง
4. การเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ถึงแม้ว่าจะเป็นการเรียนด้วนตนเองก็ตาม ครูก็ยังมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ครูควรดูแลตลอดการเรียนการสอน หรือคอยแก้ไขข้อผิดพลาดของนักเรียน ไม่ใช่ใช้คอมพิวเตอร์
ช่วยสอนแทนครู
5. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรใช้ภาพและเสียงประกอบการเรียน ที่สื่อความหมายตรงตามความต้องการและความสนใจของผู้เรียน เพื่อให้บทเรียนน่าสนใจมากที่สุด
6. ผู้ที่เกี่ยวข้องเช่นผู้บริหารสถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัดควรส่งเสริมให้ครูนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปพัฒนาการเรียนการสอนให้มากยิ่งขึ้นโดยการนิเทศติดตามหรือจัดให้มีการอบรมการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้กับครู เพื่อกระตุ้นให้ครูได้พัฒนากระบวน
การเรียนการสอน อันส่งผลถึงความเจริญทางการศึกษาในอนาคต
7. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม และขนาดของบทเรียนไม่ควรมีจำนวนมาก เพราะการใช้เวลาในการเรียนนานเกินไปทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายได้
8. ควรมีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ในเนื้อหาหรือสาระวิชาอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อช่วยพัฒนาการเรียนการสอน
9. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กับวิธีสอนอื่น ๆ เช่น การสอนโดยใช้เกมการเรียนจากวีดีโอเกม ชุดการเรียน บทเรียนสำเร็จรูป หรือ แบบฝึกทักษะ เป็นต้น
(4)
กิตติกรรมประกาศ
รายงานการพัฒนานวัตกรรมครั้งนี้สำเร็จลุล่วง โดยได้รับความอนุเคราะห์ด้วยดีจากผู้มีพระคุณทุก ๆ ท่าน โดยเฉพาะนายศลใจ วิบูลย์กิจ
ขอขอบพระคุณ นายคมศักดิ์ ชื่นชม นางสาวพรศิริ กองนวล นางศิริญญา สุริยะวงศ์ นางกาญจนาจองเดิม และ นายกมลพันธ์ แก้วเชิด ที่ได้สละเวลาในการเป็นผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบเครื่องมือในการศึกษา
ขอขอบคุณผู้อำนวยการ คณะครู และนักเรียนโรงเรียนอุทยานอุทิศ โรงเรียนสะบ้าย้อย ที่ให้การสนับสนุนในการทดลองใช้เครื่องมือ และ
ขอขอบคุณคณะครู นักเรียนโรงเรียนบ้านนาลึก โรงเรียนสะบ้าย้อย ตลอดจนบุคลากรทุกท่านในโรงเรียนที่ให้ความร่วมมือ สนับสนุน
ประโยชน์ที่พึงได้รับจากการศึกษาในครั้งนี้ ผู้ศึกษาขอมอบเป็นกตัญญุตาแด่ บิดา มารดา ครูอาจารย์ และผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่มีส่วนสำคัญ
สุพิชญ์นันท์ ไชยพยันต์
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 09:37 0 ความคิดเห็น
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
รวมลิงค์ที่น่าสนใจ
http://www.manager.co.th/
http://mozart2002-today.blogspot.com
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 21:04 0 ความคิดเห็น
อีกหลายร้อยหมื่นพัน...ที่ครูนั้นแสนประทับใจ
อีกหลายร้อยหมื่นพัน...ที่ครูนั้นแสนประทับใจ
เรื่องที่ 2 ก้าวแรก...ของความเป็นครู
......."ครูบาฆูมาฆี"ก้าวแรกที่ครูได้ทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติ ทุกสายตาใสซื่อบริสุทธิ์ ส่องประกายมาถึงครู
ลูกศิษย์ตัวน้อยๆมารายล้อมรอบตัวครู จนครูใหม่รู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก ศิษย์ส่งเสียงเซ็งแซ่จนครูฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะเป็นภาษาที่ครูไม่ค่อยคุ้นชินแต่ความรู้สึกรับรู้ได้ว่าศิษย์รักและตื่นเต้นกับครูคนใหม่เสียเหลือเกิน
วันแรกที่ได้ทำการสอนครูได้รับหน้าที่ให้สอนในระดับชั้นอนุบาลซึ่งนับว่าท้าทายความสามารถของครูยิ่งนัก เพราะครูต้องตีความหมายของภาษาและท่าทางอยู่ตลอดเวลา วันแรกก็รู้สึกท้อ เหนื่อย แต่ก็มีความสุขมากๆ สุขที่ได้ทำหน้าที่ของครู.....ครูผู้ให้ ให้ความรัก ความ ห่วงใย ความจริงใจ และความปรารถนาดีกับศิษย์ทุกๆคน
รุ่งเช้าของทุกวันศิษย์ตัวน้อยๆ จะยืนเกาะริมรั้วหน้าประตู สายตาแสนซื่อส่งประกายตื่นเต้นดีใจเมื่อครูขี่รถจักรยานยนต์มาถึง ทุกคนต่างวิ่งกรูมาเกาะแขนครูด้วยความดีใจ ความรัก ความห่วงใยที่ศิษย์ส่งผ่านมาทุกวี่ทุกวัน ทำให้ครูมีกำลังใจและคิดได้ว่าผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งเมื่ออยู่ในห้วงแวดล้อมของศิษย์ตัวน้อยๆเหล่านี้ก็มีค่าได้มากมายเช่นกัน ทุกครั้งที่ครูท้อใจ ไม่มีใครต้องการหรือไม่มีใครเห็นค่า...แต่ครูก็ไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวถ้ามีพวกหนูคอยอยู่เคียงข้างอย่างนี้..ตลอดเวลา ขอบคุณมากที่ทำให้ครูได้คิดและครูจะทำตัวเองให้มีค่ามากที่สุดให้สมกับคำว่า..ครู
อีกหนึ่งภาษา...ที่น่าเรียนรู้
บาฆู หมายถึง ใหม่
มาฆี หมายถึง มา
แกแจ๊ะ หมายถึง พูด
อยากส่งกำลังใจ....ให้ใครๆที่ท้อแท้
คติสอนใจ
*ถ้าเราเจองานหนักนั่นหมายถึง
โอกาสเตรียมพร้อมสู่มืออาชีพ*
*ถ้าเราเจอทุกข์หนัก
นั่นคือแบบฝึกหัด
ที่จะทำให้เราเกิดทักษะ*
$ถ้าเราเจอคำตำหนิ
นั่นคือการชี้ถึง
ขุมทรัพย์อันมหาศาล$
#ถ้าเราเจอคำนินทานั่นสะท้อนว่า
เรายังเป็นคนที่มีความหมาย#
&ถ้าเราเจอความผิดหวัง
นั่นคือวิถีทางที่ธรรมชาติ
พยายามสร้างภูมิคุ้มกัน&
@ถ้าเราเจอวิกฤตเราต้องคิดว่า
ในวิกฤตนั้นยังมีโอกาส@
#ถ้าเราถูกศัตรูกลั่นแกล้ง
เราต้องคิดว่าถ้ามารไม่มี
บารมีก็จะไม่เกิด#
@@@@@@@@@@@@@@@@@
เขียนโดย ครู องุ่น ที่ 20:40 2 ความคิดเห็น


























